
"เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์"

"จีรนันท์ พิตรปรีชา"

นิด กรรมาชน

อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร
"เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์" และ "จีรนันท์ พิตรปรีชา" เป็นตัวแทนสายศิลปิน ออกแถลงการณ์คัดค้านความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล "สมัคร" ในนาม "แนวร่วมศิลปินประชาธิปไตย" อัด นายกฯบริหารงานล้มเหลว ทั้งยังเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด จี้ ต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก พร้อมจวก รัฐบาลดิ้นทำประชามติก็เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง
เป็นการผนึกกำลังที่สร้างปรากฏการณ์ทีเดียว สำหรับการออกมาแสดงจุดยืน ด้วยการออกแถลงการณ์เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี "สมัคร สุนทรเวช" ลาออก ของศิลปินระดับชาติ อาทิ ศิลปินรัตนโกสินทร์, ศิลปินแห่งชาติ, ศิลปินวัลซีไรต์ รวมไปถึงศิลปินจากทั่วทุกสารทิศ ในนาม "แนวร่วมศิลปินประชาธิปไตย" ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ก.ย. ที่ผ่านมา ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว
โดยมีตัวแทนศิลปินจาก 3 สาขาใหญ่ๆ เข้าร่วมในการแถลงการณ์ดังกล่าว อาทิ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ เป็นตัวแทนของนักเขียนวรรณกรรม อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร เป็นตัวแทนจิตกรรม นิด กรรมาชน รองประธานเครือข่ายศิลปินเพื่อชีวิต เป็นตัวแทนศิลปินเพลงเพื่อชีวิต และ จีรนันท์ พิตรปรีชา นักเขียนกวีซีไรท์
นอกจากนี้ที่ร่วมลงชื่อขับไล่ยังประกอบไปด้วย สุรชัย จันทิมาธร, พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ, ไพวรินทร์ ขาวงาม, ศักดิ์สิริ มีสมสืบ, คมทวน คันธนู, สุชาติ สวัสดิ์ศรี, ชัย ราชวัตร และอีกมากมาย โดยตัวแทนศิลปิน ระบุ นายกฯหมดความชอบธรรม เป็นต้นตอของความแตกแยก ทั้งยังบริหารงานล้มเหลว สิ้นสถานะความเป็นผู้นำ สมควรลาออกสถานเดียว!
"เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์" รัฐบาลสมัครขาดความชอบธรรม เพราะปล่อยให้ประชาชนตีกัน
“เราได้พูดคุยกันในแวดวงศิลปะ และได้กำหนดจิตสำนึกแนวทางในการทำงานศิลปะร่วมกัน และมีแนวทางที่ชัดเจนด้วย เราอาจะแตกต่างกันตรงท่าทีและวิธีการ แต่แนวทางต้องเดียวกัน จุดร่วมจุดต่างทิศทางวิธีการเราจะต้องจำแนกให้ชัดเจน หมายความว่าศิลปินทำงานสร้างสรรค์ ละเลยไม่ได้เลยเรื่องอารมณ์ความรู้สึก เหมือนจะเป็นพันธะกรณีด้วยซ้ำไป ที่เราจะต้องมาดูแลความรู้สึกของคนในสังคม ในขณะเดียวกันศิลปินเองจะต้องอยู่บนความถูกต้องชัดเจนด้วย ยิ่งในภาวะอย่างนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องมาปรึกษาหารือกัน”
“ผมในนามของกลุ่มนักเขียนวรรณกรรม ซึ่งมีหลากหลายซึ่งก็มีทั้งเรื่องสั้น บทความ นวนิยาย รวมทั้งกวีนิพนธ์ ซึ่งมีความรู้สึกเช่นเดียวกันกับศิลปินท่านอื่นๆ ว่าเรากำลังทำงานตามอารมณ์ ความรู้สึก และความคิด อาจตจะหลากหลายตามแบบฉบับตามแต่ละบุคคล แต่เรื่องของวิธีการพวกเราจำเป็นต้องทำความเข้าใจให้ตรงกัน ว่าทิศทางที่ถูกต้องมันคืออะไร และปรากฏการณ์ปัจจุบันเราได้เห็นอย่างชัดเจนว่ามันแตกร้าวบาดลึก ไม่เคยปรากฏมาก่อน”
“ซึ่งมันเกิดขึ้นจากความไม่เป็นธรรม ไม่เป็นธรรมที่โยงใยไปประวัติศาสตร์เมื่อสมัย 14 และ 6 ตุลาฯ ศัตรูคนเดียวกันแต่ในสนามที่ต่างกัน กับความไม่เป็นธรรมที่เพิ่มขึ้นดังแถลงการณ์ในฉบับแรกนี้ ซึ่งมันเป็นเนื้อแท้ๆ ของความไม่เป็นธรรมที่ปรากฏอยู่ จึงทำให้เราเหมือนกับถูกผลักดันให้เลือกข้าง ซึ่งมันไม่ควรจะมีในกลุ่มคนที่ทำงานสร้างสรรค์ แต่มันปฏิเสธไม่ได้จากสภาพการณ์ที่เป็นอยู่”
“ประการที่หนึ่งก็คือการทำให้เกิดความแตกร้าวบาดลึก สองความไม่เป็นธรรมที่ดำรงอยู่ซึ่งมีมาตั้งแต่เปลี่ยนการปกครองจนถึงปัจจุบันนี้ ประการสุดท้ายคือความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลชุดนี้ เมื่อเลือดหยดแรกต้องตกลงบนพื้นถนน มั่นแปลว่านิยมให้เกิดความรุนแรง การที่รัฐบาลชุดนี้ไม่ชอบธรรมจึงก่อให้เกิดการตีกัน หลังสะพานมัฆวานฯเมื่อคืนวันที่ 2 ก.ย.”
“แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดปัญหาเกิดขึ้นมากมายในแขนงศิลปวัฒนธรรม มันเกิดมีเพียง 2 ทางเลือก คือเวทีพันธมิตรกับเวทีเอารัฐบาล หลายคนไม่อยากไปสู่ทางเลือกอันนั้น หึลายคนพยายามแสดงว่าเราไม่เอาความไม่ชอบธรรมอันนี้ แต่เราก็ไม่อยากไปมีท่าทีแบบพันธมิตร ซึ่งหลายส่วนของสังคมก็เป็นอย่างนั้น เมื่อเป็นอย่างนี้เราจะหาทางออกด้วยกันได้มั้ย บนเวทีของศิลปิน ซึ่งได้ให้เสรีในการแสดงความคิดเต็มที่ เรามีทิศทางตรงกัน แต่ท่าทีอาจจะต่างกัน เรามีจุดร่วมด้วยกัน แต่ก็มีจุดต่างร่วมกัน นี่เป็นความงดงามของประชาธิปไตย จึงได้เกิดจุดรวมใจวันนี้ขึ้น”
"อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร" จวก นายกฯทำประชามติเพื่อหาความชอบธรรมให้ตัวเอง
“ปกติศิลปินมักจะทำงานอยู่เบื้องหลังของสังคม แล้วศิลปะที่เราทำ ก็เป็นเรื่องที่พูดถึงการจรรโลงคุณธรรมของมนุษยชาติ พูดถึงความอิสระและเสรีภาพของมนุษย์ แต่ขณะนี้ศิลปินค่อนข้างจะหมดสุนทรียะทางด้านศิลปะเนื่องจากสถานะของเหตุการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน สิ่งที่รัฐบาลกระทำกับสังคมมันตรงข้ามกับวิถีทางของศิลปะ วันนี้เราจึงต้องออกมาพูดถึงทัศนะของตัวเอง ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง”
“เราทุกคนกำลังเห็นความชอบธรรมของตัวเอง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นกับสังคมไทยขนาดนี้มาก่อน สิ่งที่สังคมเราเปลี่ยนไม่ใช่สิ่งที่เราจะสูญเสียประชาธิปไตยไป แต่สิ่งที่สูญเสียคือความไม่ชอบธรรมในสังคมต่างหาก ซึ่งสังคมเราอาจจะยังมองไม่เห็นภัยมืดที่กำลังคุกคามสังคมไทย และถ้ายังไม่ลุกขึ้นมาพูดถึงความชอบธรรมในสังคม เราจะสูญเสียมากกว่านี้”